วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เด็กส่งพิซซ่ามะกัน สู้โจรสุดพลัง หวังของถึงมือลูกค้า

เหตุเกิดที่มหานครนิวยอร์ก เด็กส่งพิซซ่าใช้ไหวพริบประจันหน้ากับหัวขโมยย่องเบา 2 ราย เพียงเพื่อส่งพิซซ่าให้ถึงมือลูกค้า เจ้าของร้านชมเปาะ แต่เตือนไม่ควรทำอีก...

สำนักข่าวเอพีรายงานเมื่อวันที่ 5 เม.ย. ว่า นายอัซซามิ เซนเด ชาวบูร์กินา ฟาโซ ในแอฟริกาตะวันตกวัย 19 ปี เด็กส่งพิซซ่าร้านเฟมัส ฟามิเกลีย 125 ในย่านอีสต์ ฮาเร็ม มหานครนิวยอร์ก ใช้ไหวพริบประจันหน้ากับหัวขโมย 2 คน ที่กำลังย่องเบาในอพาร์ตเมนต์ เพียงเพื่อส่งพิซซ่าให้ถึงมือลูกค้า

เหตุเกิดขึ้นเมื่อเด็กส่งพิซซ่าขึ้นไปบนชั้น 27 ของอพาร์ตเมนต์ แล้วบังเอิญเจอ 2 คนร้ายบริเวณระเบียงทางเดิน ซึ่งเตรียมเข้ามาทำร้ายแล้วขอพิซซ่ากิน กระนั้นเด็กส่งพิซซ่าหนุ่ม ที่เพ่ิงเข้ามาเรียนภาษาอังกฤษในสหรัฐฯ 6 เดือน กลับปฏิเสธ หนึ่งในคนร้ายจึงควักปืนออกมาขู่ ทำให้เขาต้องวางพิซซ่าลงกับพื้น แต่อาศัยจังหวะคนร้ายก้มลงหยิบพิซซ่า พุ่งร่างที่สูง 184 ซม. ของตัวเองกระโจนเข้าใส่ จนโจรกระจอกเสียหลัก เดชะบุญระหว่างการต่อสู้ มีรปภ.ประจำอพาร์ตเมนต์ที่กำลังตรวจเวรตามปกติ เจอเหตุการณ์พอดี ทำให้คนร้ายหลบหนีไปได้ 1 ราย และถูกควบคุมตัว 1 ราย

สำหรับคนร้ายที่ถูกควบคุมตัวได้นั้น ชื่อนายอัลเบิร์ต อัลวาเรซ อายุ 19 ปี ส่วนเซนเดเองก็ยอมรับว่ากลัว แต่คิดว่าทำในส่ิงที่ควรทำลงไป ขณะที่นายแฟรงค เกร็คโก เจ้าของร้านพิซซ่า อดีตตำรวจนครนิวยอร์คที่เกษียณแล้ว ออกปากชมเชยลูกจ้าง พร้อมเตือนไม่ควร

นายกฯหนุนเด็ก-เยาวชนใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง

นายกรัฐมนตรี เป็นประธานและมอบรางวัลแก่ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ ประจำปี 2552 จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.)กระทรวงวัฒนธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (29 ก.ค.) ว่า เวลา 08.30 น. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานงานวันภาษาไทยแห่งชาติ ประจำปี 2552 พร้อมมอบรางวัลแก่ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย ผู้ใช้ภาษาไทยและภาษาถิ่นดีเด่น จำนวน 22 คน และศิลปินผู้ได้รับรางวัลการประพันธ์คำร้องและการขับร้องเพลงดีเด่น จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) กระทรวงวัฒนธรรม



จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้มอบรางวัลแก่ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย ผู้ใช้ภาษาไทยและภาษาถิ่นดีเด่น จำนวน 22 คน ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย พ.ศ.2552 ได้แก่ รางวัลเชิดชูเกียรติปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย จำนวน 7 ราย ได้แก่ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)ศาสตราจารย์เกียรติคุณเจตนา นาควัชระ นายชวน หลีกภัย นาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย นายสมบัติ พลายน้อย ศาสตราจารย์กิตติคุณสุมน อมรวิวัฒน์ ศาตราจารย์ (พิเศษ) เสถียรพงษ์ วรรณปก

รางวัลผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น จำนวน 8 ราย ได้แก่ นายกิตติ สิงหาปัด นายกุลชาติ เทพหัสดิน ณ อยุธยา นายชูชาติ ชุ่มสนิท นายธงชัย ประสงค์สันติ รองศาสตราจารย์ประพนธ์ เรืองณรงค์ ร้อยเอกนายแพทย์ยงยุทธ มัยลาภ ศาสตราจารย์รื่นฤทัย สัจจพันธ์ นายโรจน์ งามแม้น (เปลว สีเงิน)



รางวัลผู้ใช้ภาษาไทยถิ่นดีเด่น จำนวน 6 ราย ได้แก่ นายเจริญ มาลาโรจน์ (มาลา คำจันทร์) นางบัวซอน ถนอมบุญ นายณรงค์ พงษ์ภาพ (นภดล ดวงพร) นางราตรี ศรีวิไล นายสาทร ดิษฐสุวรรณ นายเอกชัย ศรีวิชัย สำหรับรางวัลการประกวดเพลง ในโครงการเพชรในเพลง ประเภทเพลงไทยสากล ได้แก่ เพลงค่าน้ำนม ผู้ประพันธ์ นายไพบูลย์ บุตรขัน ประเภทเพลงไทยลูกทุ่ง ได้แก่ เพลงยอยศพระลอ ผู้ประพันธ์ นายพยงค์ มุกดา
ส่วนรางวัลผู้ขับร้องเพลงไทยสากลดีเด่น ด้านภาษาไทย ได้แก่ นายธงไชย แมคอินไตย์ น.ส.ธนพร แวกประยูร นายสุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว



นายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลทุกคน พร้อมกล่าวว่าภาษาไทยเป็นมรดกสมบัติวัฒนธรรมที่ล้ำค่าที่พระมหากษัตริย์ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชแห่งสุโขทัยได้สร้างสรรค์มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นสมบัติที่มีส่วนสำคัญในการหลอมรวมประชาชนคนไทยให้มีความเป็นหนึ่งเดียวและมีความตระหนักในอัตลักษณ์และคุณค่าของความเป็นไทยมาโดยตลอดดังนั้น กิจกรรมที่ส่งเสริมภาษาไทยและการใช้ภาษาที่ถูกต้องจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ รัฐบาลจึงได้มีมติคณะรัฐมนตรีมาตั้งแต่ปี 2542 และได้ดำเนินงานทางด้านนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันกระทรวงวัฒนธรรมและสถานศึกษา สถาบันการศึกษาต่าง ๆ ในสังกัดกระทรวงและภาคเอกชนได้เข้ามาร่วมทำกิจกรรมที่ส่งเสริมในเรื่องของภาษาไทยด้วย

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัลด้านภาษาไทยถือว่ามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและอนุรักษ์ภาษาไทย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสังคมไทย การใช้ภาษาที่ดีไม่ว่าจะเป็นเพื่อการพูด การเขียน การขับร้องหรือการประพันธ์ล้วนแล้วแต่มีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับการสืบทอดและสืบสานการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม การใช้ภาษาในปัจจุบันถือเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับผู้ที่ทำงานทางด้านนี้ในปัจจุบันและในอนาคต

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้ามพรมแดน หมายถึง การรับวัฒนธรรมและภาษาจากต่างประเทศเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทยมากขึ้น ซึ่งตรงนี้ได้ส่งผลกระทบต่อการใช้ภาษาของคนไทย โดยสังเกตได้จากการใช้ภาษาผ่านสื่อสารมวลชน สื่ออิเล็กทรอนิกส์ อินเทอร์เน็ตและการใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน ดังนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายต้องส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนไทยสามารถใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง อาทิ การพูดหรือการเขียน อีกทั้ง ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นสื่ออินเทอร์เน็ตหรือห้องสนทนาต่าง ๆ จะมีภาษาซึ่งเป็นภาษาเฉพาะที่มุ่งเน้นในเรื่องความรวดเร็ว ความกระชับ ความสั้น จึงทำให้มีการใช้ภาษาที่ถูกและผิดบ้าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งท้าทายสำหรับผู้ที่ทำงานในการที่จะส่งเสริมและอนุรักษ์ภาษาไทย

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้แสดงทัศนะคติว่า การสืบทอดและสืบสานการใช้ภาษาคงไม่ได้หมายความว่า ภาษานั้นจะคงอยู่แบบตายตัว ซึ่งความเป็นจริงแล้วภาษาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันแตกต่างจากภาษาที่คนไทยใช้หลายสิบปีหรือหลายร้อยปี เพราะภาษาเป็นสิ่งที่สะท้อนเรื่องของความคิดและสภาพความเป็นจริงที่มีอยู่ ฉะนั้น ผู้ที่ทำงานทางด้านภาษาต้องรณรงค์ให้มีการใช้ภาษาที่ถูกต้องและความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และหาความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ในลักษณะของการคงไว้ กับการทำให้ภาษานั้น สามารถมีวิวัฒนาการและสามารถถ่ายทอดความคิดของคนไทยโดยคงความเป็นไทยเอาไว้ให้ได้ด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทุก ๆ หน่วยงานต้องร่วมรณรงค์ภาษาไทยให้คงอยู่ต่อไป

ทักษิณ โฟนอินวันเด็กปลุกกระแสใช้เทคโนโลยี

พร้อมอวยพรให้ ลูกหลานรักเชียงใหม่ 51 ระบุ เรียนในห้องไม่พอ ความรู้อยู่นอกห้องเรียน บ้านเมือง ขณะนี้ ปลิ้นปล้อน ไปหาความจริงในอินเทอร์เน็ต... 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (9 ม.ค.)  พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โฟนอินเข้ามาที่เวที กิจกรรมวันเด็กแห่งชาติของกลุ่มสมาชิกเสื้อแดงรักเชียงใหม่ 51 หน้าโรงแรมวโรรส แกรนด์พาเลซ อ. เมือง จ.เชียงใหม่ เพื่อพูดคุยกับเด็กชาวเชียงใหม่ ที่เป็นลูกหลานของคนเสื้อแดงที่แห่มาร่วม กิจกรรม กันมากกว่า 3,000 คน โดยนางกัญญาภัค มณีจักร หรือ ดีเจอ้อม เป็นตัวแทน พ.ต.ท.ทักษิณ จับสลากแจกเครื่องคอมพิวเตอร์พีซียี่ห้อแบล็กเบอรี่ (BlackBerry) มูลค่า 30,000 บาท โดยผู้โชคดีได้แก่ ด.ช.ธนายศ สายสม อายุ 7 ขวบ จากโรงเรียนบ้านฟ่อน ต. หนองควาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวทักทาย และถามชาวเชียงใหม่ว่า สบายดีหรือไม่ อากาศหนาวหรือไม่ ก่อนที่จะแสดงความยินดีและบอกให้ ด.ช.ธนายศ หัดใช้คอมพิวเตอร์เพราะเครื่องบีบีสามารถใช้งานได้ หลายอย่างทั้งการส่งอีเมล์ กล้องถ่ายรูป และเข้าอินเทอร์เน็ต หลังจากนั้นได้กล่าวกับเด็กที่มาร่วมงานทุกคนว่า วันนี้เป็นวันเด็กแม้จะวุ่นวายแต่เด็กมีหน้าที่เรียนหนังสือ แต่ต้องไม่เรียนแค่ในห้องเป็นเด็กต้องเรียนไป และศึกษาเรื่องราวต่างๆ เพื่อที่จะได้รู้เรื่องที่ผู้ใหญ่ทำกัน

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า เรียนในห้องไม่พอ ต้องเรียนนอกห้องเรียน เพราะโลกยุคใหม่ต้องใช้เทคโนโลยี เพราะเป็นของที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน แม่ทำกับข้าวยังต้องใช้เทคโนโลยี ดังนั้นลูกต้องเรียนรู้เพราะต่อไปต้องทำธุรกิจ บริษัท ลูกจ้าง ธนาคาร ต้องใช้เทคโนโลยี เริ่มตั้งแต่เด็กต้องใช้คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต เพราะความรู้ อยู่ในอินเทอร์เน็ต อยากรู้อะไรก็เข้ากูเกิ้ลจะทำให้รู้ทุกอย่าง โดยลูกหลานจะต้องเรียนรู้ให้ห้องเรียน นอกห้องเรียน เทคโนโลยี มีศีลธรรม และ หลักธรรม คำสั่งสอนของพุทธศาสนา เพราะปัจจุบันการเมืองมีปัญหา โกหก ไม่ต้องไปฟัง ให้ดูเรื่องราว เรื่องจริงในอินเทอร์เน็ต อย่าเชื่อง่าย อย่าให้ใครมาหลอกและเชื่อหมด บ้านเมืองปลิ้นปล้อน 

อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า การกลั่นแกล้งคนอื่นอย่าไปทำ โลกยุคใหม่ต้องใช้ปัญญา สมอง รอบรู้ อย่าไปใช้กลั่นแกล้ง เอาเปรียบคนอื่น การเมืองบ้านเรากำลังเป็นการเมืองขั้นสุดท้าย เหมือนคนลงแดง การเมืองโสมม กำลังจะหมดไป ควันหยุดจะเห็นเรื่องดีๆ ในบ้านเมือง เราจะช่วยกันวางอนาคตให้มีความเท่าเทียมกัน ไม่ใช่มี ฐานันดร ต้องเป็นธรรมในสังคม เพื่อลูกหลานจะได้ใช้สมอง สติปัญญา รอบรู้ วันนี้คนที่ร่ำรวยมาจากการขวนขวาย เด็กต้องช่วยพ่อแม่ทำงาน ศึกษาหาความรู้ฟังผู้ใหญ่สอน กล้าพูด กล้าแสดงออก แต่พ่อแม่ต้องไม่ดุด่าใส่เด็ก ขอให้เด็กๆ ตั้งใจเรียน ขอให้เด็กๆ ทุกคนโชคดี เป็นคนเก่งทุกคน

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เปิดโอกาสให้เด็ก 10 คน สอบถามและแสดงความต้องการ โดย ด.ช.ภิรัตน์ ศรีจันทร์ตา นักเรียนชั้น ป.3/4 โรงเรียนพุทธิโสภณ กล่าวว่า อยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาเชียงใหม่ และอยากได้เงินทุนการศึกษา โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวขอบคุณ และหัวเราะเสียงดัง พร้อมทั้ง กล่าวว่าให้เด็ก 10 คน ยื่นแบบฟอร์มขอรับทุนการศึกษาจนจบได้ที่มูลนิธิไทยคม ทำให้เด็กและผู้ปกครองต่างแสดงความยินดีด้วยการโห่ร้อง

เครือข่ายหยุดทำร้ายประเทศไทยฯ ร่วมรณรงค์ “ประชาธิปไตยเห็นต่างได้ไม่ใช้ความรุนแรง”

ธีรยุทธ ชี้ สังคมจะสงบสุขได้  ต้องชื่นชม ความแตกต่าง หวังสร้างเยาวชนเป็นกำลังหลักแนวคิดประชาธิปไตย  แก้ปัญหาความขัดแย้ง

วันนี้ (25 ก.ค.)เมื่อเวลา 9.30 น.  ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยร่วมกับเครือข่ายหยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง ได้จัดกิจกรรมรณรงค์ดอกไม้บานหลากสีที่กรุงเทพมหานคร  โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจจำนวนมากอาทิขบวนรณรงค์ “แต้มสีดอกไม้บานทั้งแผ่นดิน”     การจัดประกวดวาดภาพ “ดอกไม้บานหลากสีที่กรุงเทพฯ” โดยมีนักเรียนนักศึกษาชั้นมัธยมต้น มัธยมปลาย และอุดมศึกษาเข้าร่วมประกวดกว่า 300 คน 

คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ) กล่าวเปิดงานว่า กิจกรรมที่เครือข่ายดำเนินการในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีที่นำประชาธิปไตยมาสื่อสารผ่านงานศิลปะ และการที่เด็ก ๆ เยาวชนมีความกระตือรือร้นที่อยากจะเข้าร่วมกิจกรรมนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก และเพื่อนครูที่เข้าร่วมในกิจกรรมนี้จะนำไปประยุกต์ในหลักสูตรการศึกษาของนักเรียนนักศึกษา ทั้งนี้สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็มีอยู่แล้วในหลักสูตรการศึกษาของนักเรียนนักศึกษา แต่ขึ้นอยู่กับวิธีการที่แต่ละสถาบันจะนำเสนอ ซึ่งโรงเรียนสามารถนำแนวคิดความเป็นประชาธิปไตยเข้าร่วมบูรณาในการเรียนการสอนได้ และเด็กสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านทางศิลปะที่เป็นการบ่มเพาะทางประชาธิปไตย 

ด้านพล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า  การจัดงานครั้งนี้เป็นความพยายามของเครือข่ายในการจัดหาพื้นที่ในการทำกิจกรรมของเยาวชนผ่านงานศิลปะ เพื่อทำให้เกิดการอยู่ร่วมกันของเยาวชนโดยไม่มีการแบ่งกลุ่มหรือแบ่งข้างแต่เป็นของทุกกลุ่ม ซึ่งจะมีโครงการภายใต้เครือข่ายหยุดทำร้ายประเทศไทยฯ อีกหลายโครงการ โดยโครงการต่อไปก็จะเป็นการจัดดนตรี และงานวิชาการอีกมากมายที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยให้ไปข้างหน้า

“ขณะนี้ประเทศของเรามีความขัดแย้งอย่างมาก เราต้องปลูกฝังเด็กให้รับรู้ว่าการขัดแย้งไม่เกิดประโยชน์เราจะต้องให้ความรู้เชิงป้องกันมากกว่าให้ความรู้ระยะสั้น ไม่ใช่ว่าขัดแย้งแล้วจะมาแก้ปัญหา”ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กล่าว

ด้านนายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์คณะสังคมศาสตร์และมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวว่า  ความสมานฉันท์ก็พยายามทำกันมาตั้งนานแล้ว แต่ขณะเดียวกันมันก็มีปัญหาเกิดขึ้น ซึ่งปัญหาเหล่านั้นก็จะทำให้เกิดการพัฒนา และประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมนั้น แก่นแท้ของมันคือความอดทนอดกลั้น ต่อความแตกต่าง ซึ่งขั้นต่อมาก็คือการยอมรับความแตกต่างและชื่นชมความแตกต่าง เรายอมรับว่ามันเป็นความดีความงามได้ ซึ่งตลอดระยะเวลาในการต่อสู้ทางการเมืองกันมากว่า 40 ปี ตั้งแต่ปี 2516 ในที่สุดก็จะพัฒนาไปสู่ความหลากหลายความแตกต่างทางความคิด ความเชื่ออุดมการณ์ผลประโยชน์ทัศนคติ วิธีแก้ปัญหาก็ไม่มีอะไรดีไปกว่าความอดทนอดกลั้นเหมือนที่ตนได้บอกไว้ 

“งานวันนี้ก็เอาธรรมชาติของเด็กมาใช้ เพราะเด็กชอบความงามแบบหลากหลาย แต่อยู่ร่วมกันได้ เหมือนหลากหลาย แตกต่าง แต่ไม่แตกแยก พอโตมามีจริตจะกร้านมากสีเหล่านี้ก็หายไป เพราะฉะนั้นการแสดงออกที่งดงามมักจะเป็นการแสดงออกของเด็ก พอแก่ตัวไปก็จะมีกรอบความคิดมีทฤษฏีที่ทำให้ความคิดแข็งมากขึ้น  และตั้งแต่ 14 ตุลา 2516 ที่ทำกันมาประชาธิปไตยก็ยังไม่งอกงาม และตอนนี้เราจึงจำเป็นต้องหันมาให้ความสำคัญในเรื่องรากฐานคือเด็กและเยาวชนมากขึ้น เราควรสอนให้เด็กเคารพสิทธิตัวเองและสิทธิของผู้อื่น เคารพตัวเองก็ต้องต่อสู้เพื่อสิทธิของตัวเองและสิทธิของผู้อื่นด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับผลการตัดสินการประกวดวาดภาพ “ดอกไม้บานหลากสีที่กรุงเทพฯ” ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับปรากฎผลดังนี้ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นรางวัลชนะเลิศได้แก่ด.ญ.ภัคจิรา เอกสิริ ชั้นม.3 โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย  ระดับมัธยมศึกษาศึกษาตอนปลายรางวัลชนะเลิศได้แก่นายณัฐวุฒิ ชูมโนทรรศน์  โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ระดับอุดมศึกษารางวัลชนะเลิศได้แก่ นายเสฏสิทธิ์ เสนนีย์วงศ์ ณ อยุทธยา คณะมัณฑนศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร

โดยด.ญ. ภัคจิรากล่าวถึงภาพวาดว่า ภาพวาดของตนนั้นแสดงให้เห็นถึงจิ๊กซอของสังคมไทยที่มาช่วยกันต่อจิ๊กซอ และทำให้เกิดความรู้สึกของความสามัคคีร่วมกันโดยภาพวาดนี้ตนได้รับแรงบันดาลใจ จากกรณีที่สังคมไทยในปัจจุบันนี้มีแต่ความรุนแรง 

ขณะที่นายณัฐวุติกล่าวว่า ภาพวาดของตนเป็นภาพวาดของปากที่มีดอกไม้หลุดออกมาจากปากของผู้พูด ซึ่งหมายความว่าถึงจะมีความคิดที่แตกต่างกันอย่างไรก็ขอให้พูดกันดี ๆ เพราะปัจจุบันนี้ทุกฝ่ายมีแต่แก้ปัญหาด้วยความรุนแรง

นายเสฏสิทธิ์กล่าวว่า ภาพวาดของตนเป็นภาพสัตว์ประหลาดที่อยู่บนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเปรียบเป็นตัวปัญหาทำลายประเทศ แต่พอเห็นคนในประเทศมาทำลายกันเอง ตัวสัตว์ประหลาดที่อยู่บนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิก็เห็นว่าตนไม่ต้องทำหน้าที่สัตว์ประหลาดแล้ว เพราะคนในชาติเป็นสัตว์ประหลาดที่ทำร้ายกันเองแทนแล้ว

ขณะที่นายสังคม ทองมี ผู้อำนวยการศูนย์ศิลป์สิรินธรกล่าวว่า สำหรับภาพของเด็กที่ชนะเลิศในแต่ละระดับนั้น ในแต่ละแนวคิดแตกต่างกันการตัดสินจึงต้องแตกต่างกันตามไปด้วย ซึ่งในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นนั้นความหมายของภาพยังไม่เด่นชัด แต่ในรุ่นมัธยมศึกษาตอนปลายนั้นสามารถตัดสินได้อย่างง่ายดายเพราะการสื่อความคิดค่อนข้างเด่นมาก ส่วนระดับอุดมศึกษานั้นจะมองในเรื่องแนวคิดของความเป็นหนุ่มสาวเป็นผู้ใหญ่ที่มีความคิดสร้างสรรค์และความคิดประชาธิปไตยเป็นหลักในการพิจารณาควบคู่ไปกับองค์ประกอบอื่นนอกจากความงามและเทคนิค

อย่างไรก็ตามสำหรับการรณรงค์แต้มสีดอกไม้ประชาธิปไตย ทั้งแผ่นดินมีการกระจายทีมงานเยาวชนไปตามพื้นที่ต่างๆของ กทม. โดยมีป้ายผ้าให้ประชาชนได้ร่วมระบายสีดอกไม้ประชาธิปไตยตามความต้องการ โดยกลุ่มเยาวชนได้เป็นตัวแทนในการร่วมรณรงค์ในหัวข้อ ประชาธิปไตยเห็นต่างได้  ไม่ใช้ความรุนแรงเพื่อสร้างกระแสให้กับประชาชนใน กทม .เพื่อเป็นการส่งต่อให้กับประชาชนในพื้นที่อื่นๆทั้งประเทศ  โดยมีพื้นที่ 7 จุดหลักคือ  บริเวณลานพาร์คสยามพารากอน ,  หน้าห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง,   ท่าพระจันทร์, วังหลัง,ท่าช้าง,  บริเวณตลาดนัดจตุจักร และบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว โดยมีการนำป้ายผ้าที่ประชาชนร่วมระบายสีทั้ง5จุดมาขึงต่อกันที่ลานสกายวอล์ค  หน้าห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง

เด็กเกิดน้อย ไต้หวันมึน ต่ำที่สุดในโลก


ไต้หวัน ประสบปัญหาหนัก อัตราแรกเกิดในประเทศต่ำที่สุดในโลก มีสัดส่วนเกิดเพียง 1.07 คน/การคลอดของผู้หญิง กระทบสินค้าเด็กอ่อนทยอยปิดกิจการ และวิทยาลัยกว่า 1 ใน 3 จะปิดตัวภายในปี 2564  ...
สำนักข่าวเอเอฟพี รายงาน เมื่อวันเสาร์ ที่ 28 พ.ย.ว่า กระทรวงสาธารณสุขไต้หวัน เผยถึงปัญหาที่กำลังประสบหนักเกี่่ยวกับอัตราแรกเกิดภายในประเทศที่ถึงขั้นเรียกว่าต่ำที่สุดในโลก เทียบจากประชากรทั้งประเทศ 23 ล้านคน แต่สัดส่วนทารก เกิดเพียง 1.07 คน/การคลอดของผู้หญิง น้อยกว่าในญี่ปุ่่นที่มีสัดส่วน 1.57 คน/การคลอดของผู้หญิง 

นอกจากนี้ สังคมคนสูงวัย เพ่ิมขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาประชากรในสังคมเฉพาะวัยล้นแบบไม่สมส่วน กลายเป็นโศกนาฏกรรมทางสังคมไต้หวัน ทั้งที่ในประเทศไม่ได้เกิดสงครามหรือภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ร้ายแรง แต่แทบไม่เห็นเด็กเกิดใหม่ในประเทศ ซึ่งชาติอื่่นไม่มีปรากฏนอกจากนี้ สังคมไต้หวันยังเผชิญปัญหา เช่น ขาดคนดูแลเอาใจใส่คนวัยชรา อีกทั้งคนวัยหนุ่มสาว มักคิดสั้นฆ่าตัวตาย เพราะแรงกดดันจากสภาพเศรษฐกิจ ผู้หญิงเลือกที่จะแต่งงานช้าลง หรือไม่อยู่คนเดียวเป็นโสด แล้วหาสัตว์มาเลี้ยงมากกว่าต้องการมีลูกหลานทายาทไว้สืบสกุลเหมือนความคิดของคนเก่าก่อน ทำให้กิจการร้านค้าที่ขายสินค้าเกี่ยวกับข้าวของเครื่องใช้เด็กอ่อนทยอยปิดกิจการในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ขณะที่กิจการร้านสัตว์เลี้ยงกลับเจริญรุ่งเรือง 

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ทางกระทรวงศึกษาไต้หวัน แจ้งเตือนล่วงหน้าว่า สถานศึกษาระดับวิทยาลัย กว่า 1 ใน 3 แห่ง ต้องปิดตัวลงตามคำสั่งรัฐบาลภายในปี 2564 เพราะไม่มีนักศึกษาสมัครเข้าเรียน ทั้งที่รัฐบาลเสนอค่าตอบแทนหลายรูปแบบแต่ล้มเหลว ย่ิงเพ่ิมความวิตกกังวลกับปัญหาขาดแคลนแรงงานคนอย่างรุนแรงในประเทศที่กระทบโดยตรงทั้งภาคสังคมและภาคเศรษฐกิจในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า